คำถามถามบ่อย กัญชา

A : ตามมาตรา 21 ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ซึ่งก าหนดให้ในช่วง 5 ปีแรกหลังจากที่พระราชบัญญัติมีผล
บังคับใช้ ผู้ที่จะน าเข้ากัญชาและผลิตภัณฑ์ของกัญชาได้ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตและมีคุณสมบัติเป็น ดังนี้
 1. หน่วยงานรัฐ (ที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวกับศึกษาวิจัยหรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ /
ให้บริการทางการแพทย์ เภสัชกรรม หรือวิทยาศาสตร์ / ให้บริการทางเกษตรกรรมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือเภสัชกรรม เช่น
โรงพยาบาลของรัฐ และมหาวิทยาลัยของรัฐ / ที่มีหน้าที่ในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด / สภากาชาดไทย) หรือ
 2. ผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายก้าหนด (ผู้ประกอบวิชาชีพ / มหาวิทยาลัยของเอกชนที่จัดการเรียนการสอนทางการแพทย์หรือเภสัช
ศาสตร์ / เกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือสหกรณ์การเกษตร) ที่ต้องร่วมด้าเนินการกับหน่วยงานของรัฐ
ส าหรับกรณีภาคเอกชนที่มีความสนใจน าเข้า ก็สามารถท าความตกลงร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ตาม 1. เพื่อร่วมด าเนินการศึกษาวิจัยได้
 ผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวสามารถยื่นค้าขอรับอนุญาตได้ ณ กองควบคุมวัตถุเสพติด ส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา
กระทรวงสาธารณสุข

A : ปัจจุบันพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ เปิดโอกาสให้สามารถน ากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือการ
ศึกษาวิจัย อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังไม่ได้มีการอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้ป่วยปลูกกัญชาเพื่อใช้รักษาตนเองได้
 หากผู้ป่วยที่ประสงค์จะใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์เพื่อรักษาโรค สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตจ าหน่าย
ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะกัญชา ที่มีบริการการรักษาด้วยกัญชาทางการแพทย์ ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่ผ่านการอบรมจาก
กระทรวงสาธารณสุข โดยสามารถตรวจสอบได้จาก http://cannabis.fda.moph.go.th/ หรือ
http://www.medcannabis.go.th/clinic
 เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์แล้ว แพทย์จะพิจารณาถึงความเหมาะสมส าหรับผู้ป่วยแต่ละราย ที่จะใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์เพื่อรักษาโรค
 การปลูกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกิน ๕ ปี และปรับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นการกระท าเพื่อ
จ าหน่าย ต้องระวางโทษจ าคุกตั้งแต่ ๑ – ๑๕ ปี และปรับตั้งแต่๑๐๐,๐๐๐ – ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท

 

A : ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้ก าหนดให้บางส่วนจากของพืชกัญชงได้รับการ
ยกเว้นจากการควบคุมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เพื่อให้สามารถน าไปใช้เป็นวัตถุดิบไปใช้ในผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร หรือเครื่องส าอาง
ได้ ภายใต้การขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ดังนี้
 ๑. การใช้เมล็ดกัญชงหรือน้ ามันจากเมล็ดกัญชง (Hemp seed /Hemp seed oil) เป็นวัตถุดิบ
ในการผลิตเป็นอาหาร โดยต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร
 ๒. การใช้น้ ามันจากเมล็ดกัญชง (Hemp seed oil) หรือสารสกัดจากเมล็ดกัญชง (Hemp seed extract) เป็นวัตถุดิบ ในการผลิตเป็นเครื่องส าอาง โดย
ต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องส าอาง
 ๓. การใช้สารสกัดจากกัญชง หรือผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชง ที่มี CBD เป็นส่วนประกอบหลัก และมีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ไม่เกิน
ร้อยละ ๐.๒ โดยน้ าหนัก เป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร
 ทั้งนี้ ภายใน ๕ ปีแรก เปิดโอกาสให้เฉพาะกับการผลิตภายในประเทศ เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศ ดังนั้น วัตถุดิบที่จะ
น ามาใช้ผลิตเป็นยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร หรือเครื่องส าอางต้องเป็นวัตถุดิบที่ได้มาจากภายในประเทศเท่านั้น
 ส าหรับการน าเข้ากัญชงทั้งที่เป็นวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ส าเร็จรูปยังคงต้องน าเข้าเป็นยาเสพติด
ให้โทษในประเภท ๕ และมีการควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ

 

 

แหล่งที่ข้อมูล :https://cannabis.fda.moph.go.th/faq/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *