สภาพแวดล้อมและการปลูกมะเขือเทศ

สภาพแวดล้อมและการปลูกมะเขือเทศ

ในฤดูกาลต่างๆ มะเขือเทศเป็นพืชที่มีถิ่นกําเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้โดยแหล่งที่พบมักอยู่บน ภูเขาที่สูงกว่า 2,000 เมตร จึงเป็นพืชที่ต้องการอากาศค่อนข้างเย็นในการติดผล หลังจากที่มะเขือเทศ แพร่กระจายไปยังเขตอบอุ่นในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย ผ่านการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์จน กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสําคัญ ปลูกกันอย่างแพร่หลายเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้นพันธุ์มะเขือเทศที่นํามาปลูกใน แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอเชียใต้ซึ่งมีอากาศค่อนข้างร้อนเกือบตลอดปีจึงไม่สามารถปลูกได้ดีดังที่เคยปลูก ในเขตอบอุ่น ปัญหาที่สําคัญคือ ดอกร่วงไม่ติดผลเนื่องจากอุณหภูมิสูงเกินไป และศัตรูพืชระบาดรุนแรง อย่างไรก็ดีประเทศไทยโดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีช่วงอากาศเย็นในฤดู หนาวพอที่จะปลูกมะเขือเทศให้ได้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีเช่นกัน แต่จะต้องเลือกพันธุ์ปลูกที่สามารถปรับตัวได้ดี และเข้าใจวิธีการจัดการให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นนั้นๆ

ความต้องการสภาพแวดล้อมของมะเขือเทศ (environmental requirement)

 

  • อุณหภูมิที่เหมาะสมในการงอกของเมล็ด 28-30 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต 20-30 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิที่เหมาะสมในการติดผล 15-20 องศาเซลเซียส
  • ในตอนกลางคืน และ 25-30 องศาเซลเซียสในตอนกลางวัน
  • สภาพอากาศแจ่มใสไม่มีหมอก เมฆครึ้ม หรือฝนตก
  • ความชื้นในอากาศต่ํา (โรคระบาดน้อย) ดินมีอินทรียวัตถุมาก

 

ธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะแคลเซียม โบรอน แมกนีเซียม ดินระบายน้ําดีน้ําไม่ขังแฉะ

วงจรชีวตของมะเขือเทศ(Life cycle)

  • เมล็ดงอก 4-6 วันหลังหยอดเมล็ด
  • อายุเริ่มมีดอกบาน 45-50 วันหลังหยอดเมล็ด
  • ช่วงอายุจากดอกบานถึงผลเปลี่ยนสี 35-40 วัน
  • ช่วงเก็บเกี่ยว 85-120 วันหลังหยอดเมล็ด

 

หมายเหตุ: ในสภาพอากาศเย็น ช่วงอายุต่างๆ จะยาวนานออกไปกว่าปรกติเล็กน้อย การเจริญเติบโต (Growth habit) และการออกดอก มะเขือเทศเป็นพืชที่ออกดอกได้โดยไม่ต้องได้รับการกระตุ้นจากอุณหภูมิต่ําและช่วงแสง (day neutral plant) หรืออาจกล่าวได้ว่า การออกดอกขึ้นกับอายุของมะเขือเทศนั่นเอง มะเขือเทศเริ่มออกดอกเมื่อมีใบจริง 8- 11 ใบ ตําแหน่งที่เกิดของช่อดอกจะอยู่ระหว่างข้อ แต่ละช่อดอกมีดอกย่อย 4-6 ดอก แต่บางพันธุ์เช่นมะเขือเทศ เชอรี่อาจมีดอกย่อย 20 ดอกต่อช่อ การเกิดช่อดอกและแขนงมักมีรูปแบบที่ค่อนข้างแน่นอน โดยช่อดอกแรกเกิด บนลําต้นหลักประมาณข้อที่ 8-11 และที่ข้อต่ําลงมาจากช่อดอกแรกจะมีแขนงซึ่งค่อนข้างใหญ่ขนาดเท่ากับหรือ เล็กกว่าลําต้นหลักเล็กน้อย จากนั้นทั้งบนลําต้นและแขนงจะมีช่อดอกและแขนงย่อยๆ เกิดขึ้นตามมาอีกตาม

 ประเภทของการเจริญเติบโตซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

  1. แบบเลื้อย (Indeterminate) มะเขือเทศประเภทนี้หากได้รับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะสามารถ เจริญเติบโตต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด ดังเช่น ในประเทศญี่ปุ่นจัดแสดงการปลูกมะเขือเทศในโรงเรือนที่ ควบคุมสภาพแวดล้อมได้มะเขือเทศต้นเดียวมีกิ่งก้านสาขาแผ่กว้างคล้ายไม้ยืนต้น มีผลมากกว่า 10,000 ผล คลังความรู้ดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หมดอายุวันที่ 16-05-2564 สภาพแวดล้อมและการปลูกมะเขือเทศในฤดูกาลตางๆ ่ 2 มะเขือเทศประเภทนี้เริ่มมีช่อดอกแรกประมาณข้อที่ 11 และช่อดอกต่อๆ ไปจะเกิดทุกๆ 3 ข้อ และที่ข้อต่ํากว่าช่อ ดอกทุกช่อลงมาจะมีแขนงเกิดขึ้น จึงเจริญเติบโตได้ไม่สิ้นสุด ซึ่งพันธุ์มะเขือเทศส่วนใหญ่เป็นมะเขือเทศสําหรับใช้ รับประทานผลสด ทั้งพันธุ์ผลใหญ่และประเภทมะเขือเทศเชอรี่ซึ่งมีขนาดผลเล็กจิ๋ว
  2. แบบพุ่ม (Determinate) มะเขือเทศประเภทนี้มีช่อดอกเกิดระหว่างข้อเกือบทุกข้อบนลําต้นหลักและ กิ่งแขนง ที่ข้อทุกข้อต่ํากว่าช่อดอกแรกลงมาจะมีแขนงเกิดขึ้น และเกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ละแขนงมีช่อดอก 3-7 ช่อ และเมื่อช่อดอกเกิดที่ปลายสุดของลําต้นหรือกิ่งแขนงแล้วแขนงจะหยุดเจริญเติบโต การที่ช่อดอกส่วนใหญ่ เกิดขึ้นในเวลาไม่ต่างกันมากนัก ทําให้ผลสุกแก่เกือบพร้อมกันทั้งต้น มะเขือเทศประเภทนี้เหมาะที่จะใช้เป็นมะเขือ เทศ่ส่งโรงงานอุตสาหกรรม เพราะสิ้นเปลืองเวลาและแรงงานเก็บเกี่ยวไม่เกิน 2-3 ครั้งเท่านั้น
  3. แบบกึ่งเลื้อย (Semi determinate) มะเขือเทศประเภทนี้ในช่วงแรกจะเจริญเติบโตคล้ายมะเขือเทศ แบบพุ่ม แต่มักจะมีแขนงย่อยเกิดใต้ช่อดอกบนกิ่งแขนงไปได้เรื่อยๆ หรือเมื่อติดผลจํานวนพอสมควรอาจหยุดการ เจริญเติบโตชั่วระยะหนึ่ง แต่เมื่อผลแก่ถูกเก็บเกี่ยวไปบ้างแล้วก็จะมีกิ่งแขนงใหม่เจริญเติบโตต่อไปได้อีก

การใช้ประโยชน์

  1. แปรรูปในโรงงานอุตสาหกรรม มะเขือเทศสามารถนําไปแปรรูปได้หลายอย่าง เช่น น้ํามะเขือเทศ เข้มข้น ซอสมะเขือเทศ มะเขือเทศปอกผิว น้ํามะเขือเทศ มะเขือเทศแช่อิ่ม มะเขือเทศอบแห้ง ประมาณ 3 ใน 4 ของผลผลิตมะเขือเทศในประเทศไทยใช้แปรรูปในโรงงานอุตสาหกรรม พันธุ์มะเขือเทศอุตสาหกรรมมีลักษณะ แตกต่างจากพันธุ์มะเขือเทศรับประทานสดอย่างมาก โดยต้องมีลักษณะหลักๆ ดังนี้ – เป็นพันธุ์พุ่ม ผลสุกแก่ในเวลาใกล้เคียงกันทั้งต้น – ขั้วผลหลุดจากผลได้ง่าย – ผลสุกสีแดงจัด ผลแข็งทนทานต่อการขนส่ง มีเนื้อมาก ความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 4-4.5
  2. รับประทานสด โดยทั่วไปการบริโภคมะเขือเทศในต่างประเทศมักบริโภคในรูปสลัดผัก แต่ในประเทศ ไทยใช้มะเขือเทศประกอบอาหารค่อนข้างจํากัด อาหารที่ต้องใช้มะเขือเทศเป็นส่วนประกอบมากที่สุดคือ ส้มตํา ถึงแม้ปริมาณที่ใช้จะไม่มากนักแต่มิอาจขาดได้เพราะมะเขือเทศทําให้ส้มตํามีกลิ่น และรสชาติกลมกล่อม ซึ่ง ลักษณะของมะเขือเทศที่นิยมใส่ในส้มตําคือ มะเขือเทศผลเล็ก สีชมพูรสชาติหวานอมเปรี้ยว ส่วนการบริโภค มะเขือเทศผลโตในรูปสลัดผักในประเทศไทย ตลาดค่อนข้างแคบและผู้บริโภคไม่พิถีพิถันในคุณภาพของมะเขือเทศ มากนักจึงพบว่ามีการนํามะเขือเทศประเภทส่งโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลสีแดง เนื้อแข็ง ไม่มีรสชาติมารับประทาน อย่างไรก็ดีมะเขือเทศเชอรี่หรือมะเขือเทศผลเล็กจิ๋ว รสชาติหวาน สีผลแดงสด ใช้บริโภคผลสดและนําไปทําเป็น ผลไม้อบแห้งได้ดีด้วย

สภาพอากาศของประเทศไทย

ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป จนถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกที่สุด บางปีอาจมีฝนตกต่อเนื่องจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม จากนั้นเข้าสู่ฤดู หนาวอุณหภูมิเริ่มลดลงและมักจะลดต่ําสุดในเดือนธันวาคม โดยทั่วไปอุณหภูมิของอากาศในตอนกลางคืนช่วง เดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนมกราคมจะต่ํากว่า 20 องศเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ ที่เหมาะที่สุดในการติดผล ของมะเขือเทศ เมื่อย่างเข้ากลางเดือนกุมภาพันธ์อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นและเข้าสู่ฤดูร้อน โดยอุณหภูมิจะสูงสุดในเดือน เมษายน ซึ่งบางวันอาจร้อนจัดอุณหภูมิสูงกว่า 35-38 องศาเซลเซียส ช่วงฤดูร้อนนอกจากอุณหภูมิสูงแล้วอากาศ ยังค่อนข้างแห้งและอาจมีพายุลมแรงด้วย สําหรับภาคกลางฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเช่นเดียวกัน และฤดูฝนในภาคกลางมักจะยาวนานกว่า ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงหนือเล็กน้อย โดยเดือนตุลาคมยังคงเป็นเดือนที่มีฝนตกชุก และบางปีอาจตก ต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ช่วงที่อุณหภูมิลดลงต่ําสุดของปีอยู่ระหว่างเดือนธันวาคมและมกราคม คลังความรู้ดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หมดอายุวันที่ 16-05-2564 สภาพแวดล้อมและการปลูกมะเขือเทศในฤดูกาลตางๆ ่ 3 อย่างไรก็ดีสภาพอากาศมีความแปรปรวนค่อนข้างมากไม่อาจคาดเดาได้บางปีช่วงที่น่าจะเย็นที่สุดอาจจะกลับ กลายเป็นค่อนข้างร้อนก็ได้การปลูกมะเขือเทศในภาคกลางจึงมักได้ผลผลิตน้อยกว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เนื่องจากช่วงที่อุณหภูมิลดต่ําลงกว่า 20 องศาเซลเซียส มักจะไม่ยาวนานนัก สําหรับฤดูร้อนในภาค กลางไม่แตกต่างจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากนัก อุณหภูมิสูงสุดอยู่ในเดือนเมษายน เช่นเดียวกัน โดยอุณหภูมิตอนกลางคืนประมาณ 26-28 องศาเซลเซียส ส่วนตอนกลางวันประมาณ 35-38 องศา เซลเซียส และค่อนข้างแห้งมาก สภาพอากาศในแต่ละแหล่งมีความแตกต่างกันดังนั้นข้อมูลสถิติสภาพอากาศที่ได้จากสถานีอุตุนิยมวิทยา ในแหล่งนั้นๆ จึงมีความสําคัญมาก ทําให้ผู้ปลูกสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า แต่ละช่วงของการเจริญเติบโตจะ ประสบกับสภาพอากาศอย่างไรบ้าง สามารถเตรียมความพร้อมหรือหลีกเลี่ยงช่วงวิกฤตเพื่อลดความเสี่ยงในการ ปลูกมะเขือเทศหรือพืชอื่นๆ ได้

ปัญหาและข้อควรปฏิบัติ

ในการปลูกมะเขือเทศฤดูกาลต่างๆ

 ฤดูหนาว (พ.ย. – ก.พ.) เป็นช่วงที่ปลูกมะเขือเทศได้ง่ายที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศเย็นเหมาะในการติด ผลจึงได้ผลผลิตสูง และคุณภาพผลผลิตดีเช่น สีผลแดงจัด ขนาดผลใหญ่ รสชาติหวาน อีกทั้งศัตรูพืชน้อยทั้งแมลง โรค และวัชพืช การกําหนดวันปลูกให้มะเขือเทศมีช่วงออกดอกตรงกับช่วงที่อากาศเย็นเหมาะสม จะทําให้การ ปลูกมะเขือเทศประสบความสําเร็จได้ไม่ยากนัก ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นคือ ราคามะเขือเทศมักจะต่ําเนื่องจากมี ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก แต่หากปลูกมะเขือเทศส่งโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการทําสัญญา และกําหนดราคาซื้อขาย ล่วงหน้าก็จะหมดปัญหา อย่างไรก็ดีเกษตรกรบางรายต้องการได้ราคาสูงจึงพยายามปลูกมะเขือเทศก่อนรายอื่นๆ ซึ่งช่วงปลูกมักจะยังคงมีฝนตกอยู่ ต้องรีบเตรียมยกแปลงปลูกทันทีที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จสิ้น หรือเป็นการเตรียม แปลงปลูกขณะที่ดินยังเปียกอยู่บ้าง ทําให้แปลงปลูกไม่ได้รับการตากดิน ฆ่าเชื้อโรค จึงประสบปัญหาโรคทางดิน ระบาดรุนแรงหลังจากปลูกมะเขือเทศไปได้สักระยะหนึ่ง โดยทั่วไปหลังจากมะเขือเทศติดผลแล้วต้นมักจะอ่อนแอ ลง โรคเหี่ยวจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราจะปรากฎให้เห็น และโรคจะแพร่ระบาดรวดเร็ว การป้องกันสามารถทํา ได้โดยใช้พันธุ์ต้านทานโรคมาปลูกและแปลงปลูกควรได้รับการบํารุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้จุลินทรีย์ในดินมีความ สมดุลกัน และพืชปลูกแข็งแรงสมบูรณ์เนื่องจากได้รับธาตุอาหารที่จําเป็นครบถ้วน

ฤดูร้อน (มี.ค. – มิ.ย.) เป็นช่วงที่ปลูกมะเขือเทศได้ยาก เนื่องจากอุณหภูมิสูงเกินไปที่จะติดผลได้ โดยเฉพาะหากช่วงออกดอกที่ตกอยู่ในช่วงเดือนเมษายน มักจะไม่ได้ผลผลิตเลย นอกจากปัญหาอากาศร้อนทํา ให้ดอกร่วงแล้ว ศัตรูพืชโดยเฉพาะแมลงหวี่ขาว เพลี้ยไฟ ขยายพันธุ์รวดเร็ว เป็นพาหะนําโรคใบหงิกระบาดรุนแรง ด้วย ผู้ที่ต้องการปลูกมะเขือเทศในฤดูร้อนควรปฏิบัติดังนี้

  1. เลือกพื้นที่ปลูกบนภูเขา ซึ่งมีอากาศเย็นกว่าพื้นราบ แต่ปัญหาของพื้นที่บนภูเขาคือ มีแหล่งน้ําจํากัด และการขนส่งค่อนข้างลําบาก
  2. เลือกใช้พันธุ์มะเขือเทศทนร้อน เช่น พันธุ์สีดาทิพย์ 3 สีดาทิพย์ 4 สีดาทิพย์ 92 ซึ่งเป็นพันธุ์มะเขือเทศ ผลเล็กสีชมพูรูปร่างผลรูปไข่ พัฒนาสายพันธุ์โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน สถาบันวิจัยและพัฒนา กําแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม เหมาะสําหรับปลูกรับประทานสด โดยเฉพาะประกอบอาหารประเภทส้มตํา อย่างไรก็ดีหากสภาพอากาศมีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 35 องศาเซลเซียส ในช่วงออกดอกแม้เป็นพันธุ์ทนร้อนก็ยังติดผลได้ยาก ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการหยอดเมล็ดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะมะเขือเทศจะเจริญเติบโตและมีช่วงออกดอกติดผลตรงกับเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปีพอดี
  3. ฉีดพ่นหรือป้ายช่อดอกด้วยฮอร์โมนช่วยติดผล 4-CPA (4-chloro phenoxy acetic acid) เข้มข้น 25-50 ppm. 4-CPA เป็นสารเคมีประเภท Auxin ช่วยให้รังไข่ที่ไม่ได้รับการผสมเกสรสามารถเจริญเติบโตต่อไป เป็นเป็นผลได้แต่ภายในผลจะไม่มีเมล็ด นอกจากนี้ 4-CPA ยังเป็นพิษต่อใบ หากฉีดพ่นถูกส่วนของใบจะทําให้ใบ บิดเบี้ยวผิดรูปร่าง เส้นใบหด ขนาดใบเล็กลง เสียพื้นที่ในการสังเคราะห์แสงสร้างอาหาร ดังนั้นการฉีดพ่นฮอร์โมน 4-CPA จึงต้องทําด้วยความระมัดระวัง โดยถ้าเป็นมะเขือเทศพันธุ์ผลโตมีจํานวนช่อดอกต่อต้นน้อย ควรใช้พู่กันจุ่ม คลังความรู้ดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หมดอายุวันที่ 16-05-2564 สภาพแวดล้อมและการปลูกมะเขือเทศในฤดูกาลตางๆ ่

4 ฮอร์โมนป้ายที่ก้านช่อดอกที่มีดอกกําลังบาน 1-2 ดอก จะทําให้ใบไม่เสียหาย แต่หากเป็นพันธุ์มะเขือเทศผลเล็กที่ มีจํานวนช่อดอกมาก การป้ายช่อดอกทําให้เสียเวลาและแรงงานมากจึงจําเป็นต้องใช้วิธีฉีดพ่นทั้งต้นเหมือนกับการ ฉีดพ่นสารเคมีการใช้วิธีฉีดพ่นทั้งต้นควรฉีดพ่นเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น โดยเลือกฉีดพ่นในช่วงที่มีดอกบานมากที่สุด หรือประมาณ 15-20 วันหลังจากดอกเริ่มบานหรืออาจใช้กระบอกฉีดพ่นขนาดเล็ก แล้วพยายามฉีดพ่นให้ถูก เฉพาะส่วนช่อดอก จะช่วยลดความเสียหายของใบลงได้นอกจากนี้เวลาที่ฉีดพ่นฮอร์โมนควรเป็นช่วงตอนเช้าตรู่ หรือใกล้ค่ําซึ่งมีอากาศเย็น จะช่วยให้พิษของสาร 4-CPA ไม่รุนแรงมากนัก สิ่งสําคัญและจําเป็นต้องคํานึงถึงอย่างมากคือ ในสภาพอากาศร้อนพืชมีการหายใจมากกว่าสภาพอากาศ เย็น จึงใช้อาหารที่สร้างขึ้นจากการสังเคราะห์แสงจนอาจมีเหลือสะสมอยู่น้อย ดังนั้นแม้การฉีดพ่นฮอร์โมนจะช่วย ให้ติดผลได้แต่ผลที่ติดจะไม่เจริญเติบโตจนเป็นผลที่มีรูปร่างสมบูรณ์ตามปรกติมักได้ผลที่มีขนาดเล็ก หรือผลคอด ผิดรูปร่าง ตลาดไม่ต้องการ การบํารุงต้นมะเขือเทศให้สมบูรณ์สามารถสร้างอาหารได้มากจึงเป็นสิ่งจําเป็นมาก ซึ่ง นอกจากการฉีดพ่นอาหารเสริมทางใบแล้วการปฏิบัติดูแลรักษาต้นมะเขือเทศโดยการใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี และการให้น้ําสม่ําเสมอก็มีความสําคัญอย่างยิ่งด้วย

  1. ควบคุมความชื้นในดินให้สม่ําเสมอ ฤดูร้อนนอกจากอุณหภูมิสูงแล้วอากาศยังค่อนข้างแห้ง และอาจมี ลมพัดแรงซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ทําให้เกิดการระเหยน้ําจากดิน และการคายน้ําออกจากใบพืชในอัตราที่สูงกว่า 2 เท่าของฤดูหนาว ความแปรปรวนของความชื้นในดินจึงค่อนข้างมาก การรักษาหรือควบคุมความชื้นในดินให้เป็น ประโยชน์แก่พืชอย่างสม่ําเสมอทําได้ค่อนข้างยาก จําเป็นต้องให้น้ําบ่อยครั้งขึ้น และให้ในปริมาณที่พอเหมาะไม่ มากหรือน้อยเกินไป มีการคลุมผิวหน้าแปลงปลูกด้วยฟางเพื่อลดอัตราการระเหยน้ํา และวิธีการให้น้ําที่แตกต่างกัน ก็มีผลต่อความสม่ําเสมอของความชื้นในดินด้วย เช่น การให้น้ําแบบน้ําหยดจะทําให้ความชื้นในดินสม่ําเสมอกว่า การให้น้ําแบบพ่นฝอยหรือปล่อยตามร่อง
  2. การลดอุณหภูมิและความเข้มแสง ทําได้โดยการพรางแสงลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ด้วยตาข่ายไน ล่อน ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิลงได้บ้างประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส ความเข้มแสงที่ลดลงบ้างจะช่วยให้ใบมะเขือเทศไม่ ม้วนงอและไม่แสดงอาการเหี่ยวในตอนกลางวันที่แสงแดดจัด นอกจากนี้อาจให้น้ําด้วยระบบฉีดพ่นฝอยเป็นครั้ง คราว จะช่วยเพิ่มความชื้นของบรรยากาศและลดอุณหภูมิในแปลงปลูกลงได้บ้าง

ฤดูฝน (ก.ค. – ต.ค.) อาจจะเป็นช่วงที่ปลูกมะเขือเทศได้ยากที่สุด เพราะนอกจากอุณหภูมิที่ยังคงสูง เกินไปที่จะติดผลได้ดีแล้วความชื้นในดินและในอากาศก็สูงมากด้วย ทําให้โรคทางรากและทางใบระบาดรุนแรง การป้องกันกําจัดด้วยสารเคมีทําได้ยากเนื่องจากสารเคมีถูกชะล้างหมดไป อีกทั้งวัชพืชเจริญเติบโตรวดเร็วแย่ง อาหารและเป็นที่อยู่อาศัยของแมลง แปลงปลูกที่ชื้นทําให้กําจัดวัชพืชแล้ววัชพืชไม่ตายง่ายๆ นอกจากนี้สภาพที่มี เมฆครึ้มความเข้มแสงน้อย ทําให้ต้นมะเขือเทศสูงชะลูดแต่อ่อนแอ ดอกร่วงไม่ติดผล และหากฝนตกติดต่อกัน หลายวันดินในแปลงปลูกแฉะ มีน้ําขัง รากพืชขาดออกซิเจน ทําให้ต้นมะเขือเทศเหี่ยว และเป็นโรคทางดินได้ง่าย อีกทั้งพันธุ์ที่ไม่ทนต่อผลแตกจะมีผลแตกมากไม่สามารถส่งผลผลิตจําหน่ายในท้องตลาดอีกด้วย

 

การปฏิบัติดูแลรักษามะเขือเทศในฤดูฝน

  1. เตรียมแปลงปลูกให้สามารถระบายน้ําได้ดีโดยยกแปลงปลูกให้สูงมากที่สุดเท่าที่จะทําได้ (อย่างน้อย 25-30 เซนติเมตร) 2. เตรียมการระบายน้ําออกจากแปลงปลูกให้เร็วที่สุด อย่าให้มีน้ําขังแฉะ
  2. เด็ดใบด้านล่างที่เริ่มเป็นโรคหรือตัดแต่งกิ่งให้พุ่มโปร่งระบายอากาศได้ดีเป็นการลดการเกิดโรคทางใบ ที่จะเกิดจากด้านล่างก่อนแล้วลามขึ้นไปสู่ใบด้านบน
  3. ปักค้างช่วยพยุงลําต้นไม่ให้ส่วนของใบและผลสัมผัสกับผิวดิน
  4. ใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาโรยรอบโคนต้นป้องกันโรคทางดิน
  5. ฉีดพ่นยากันราและหมั่นเก็บเศษใบหรือต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงปลูกนํามาเผาทําลายทิ้ง
  6. ปลูกในโรงเรือนพลาสติก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *