ผักสลัดเบบี้คอส : Baby Cos lettuce

ผักสลัดเบบี้คอส : Baby Cos lettuce

ผักสลัดเบบี้คอส : Baby Gem Sweet lettuce,Baby Cos Romaine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lactuca sativa
อยู่ในวงศ์ : Asteraceae

ผักสลัดเบบี้คอส (Pak-Slad-Baby-Cos) หรือเรียกว่าสลัดเบบี้คอส ชอบอากาศหนาวเย็น เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุสั้นฤดูเดียว ลำต้นเดี่ยว มีลักษณะกลมๆ อวบอ้วน มีข้อสั้นๆ จะมีก้านใบหนาและอวบน้ำหุ้มอยู่ ออกเรียงสลับโดยรอบๆ กาบใบห่อซ้อนกันแน่น ปกคลุมที่โคนลำต้น ไม่ห่อหัว กาบใบมีสีเขียวอ่อน สีแดง สีน้ำตาล สีม่วง ตามสายพันธุ์ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ออกตรงโคนลำต้น กาบใบอยู่ด้านนอกใหญ่กว่า กาบใบข้างในเล็กกว่า ใบมีลักษณะทรงกลมเรียวรี โคนใบกว้างใหญ่กว่า มีใบหนา เห็นเส้นใบชัดเจน ใบสีเขียวเข้ม สีเขียวปนเหลือง สีแดง สีน้ำตาล สีม่วง ตามสายพันธุ์ มีก้านใบใหญ่ เป็นกาบหนาและอวบฉ่ำน้ำ ก้านมีสีเขียวอ่อน รสชาติหวานกรอบ ดอกออกเป็นช่อ ดอกมีลักษณะเล็กๆ กลีบดอกมีสีเหลือง ใช้รับประทานเป็นผักสลัด นำมาประกอบอาหารเมนูต่างๆ ได้หลายเมนู ในประเทศไทยมีปลูกสองสายพันธุ์ ได้แก่ ผักสลัดเบบี้เรดคอส ผักสลัดเบบี้กรีนคอส

ลำต้น เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุสั้นฤดูเดียว ลำต้นเดี่ยว มีลักษณะกลมๆ อวบอ้วน มีข้อสั้นๆ จะมีก้านใบหนาและอวบน้ำหุ้มอยู่ ออกเรียงสลับโดยรอบๆ กาบใบห่อซ้อนกันแน่น ปกคลุมที่โคนลำต้น ไม่ห่อหัว กาบใบมีสีเขียวอ่อน สีแดง สีน้ำตาล สีม่วง ตามสายพันธุ์

ใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ออกตรงโคนลำต้น ออกตามข้อสั้น กาบใบห่อซ้อนกันแน่น ออกเรียงสลับรอบๆ กาบใบอยู่ด้านนอกใหญ่กว่ากาบใบข้างในเล็กกว่า ใบมีลักษณะทรงกลมเรียวรี โคนใบกว้างใหญ่กว่า มีใบหนา เห็นเส้นใบชัดเจน ใบสีเขียวเข้ม สีเขียวปนเหลือง สีแดง สีน้ำตาล สีม่วง ตามสายพันธุ์ มีก้านใบใหญ่ เป็นกาบหนาและอวบฉ่ำน้ำ ก้านมีสีเขียวอ่อน รสชาติหวานกรอบ

ราก เป็นระบบรากแก้ว มีลักษณะอวบกลมๆ แทงลึกลงในดิน มีรากฝอยและรากแขนงเล็กๆ ออกรอบๆบริเวณลำต้น มีสีน้ำตาล

ดอก ออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกใหญ่ยาว มีแขนงก้านย่อยมาก แบบเชิงหลั่น มีดอกย่อยออกโคนไปที่ปลายยอด ดอกมีลักษณะเล็กๆ กลีบดอกมีสีเหลือง กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน

ผล มีผลเป็นเมล็ด อยู่ในรังไข่ มีเมล็ดจำนวนมาก มีลักษณะทรงหอก แบนยาวรี มีเปลือกหุ้มเมล็ด มีสีเทานวล

ประโยชน์และสรรพคุณผักสลัดเบบี้คอส

มีแคลเซียม มีเส้นใย มีวิตามินซี มีโพแทสเซียม มีวิตามินเอ มีวิตามินอี มีฟอสฟอรัส มีเหล็ก มีวิตามินบี1 มีวิตามินบี2 มีวิตามินบี3 มีวิตามินบี5 มีวิตามินบี6 มีวิตามินบี9 มีเบตาแคโรทีน มีคาร์โบไฮเดรต มีโปรตีน มีไขมัน มีแมกนีเซียม มีไขมัน มีแมงกานีส

ช่วยขับน้ำนม ช่วยบำรุงตับ แก้ปวด แก้ปวดเอว แก้กระหายน้ำ ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน แก้ไอ แก้ไข้ ช่วยขับเสมหะ ช่วยรักษาเจ็บคอ ช่วยขับเหงื่อ แก้ท้องผูก ช่วยระบบขับถ่าย เป็นยาระบาย ช่วยขับลม ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับพยาธิ ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร ช่วยบำรุงสายตา แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ ช่วยลดความดันโลหิตสูง

การปลูกและขยายพันธุ์ผักสลัดเบบี้คอส

ผักสลัดเบบี้คอสเป็นพืชที่สามารถ เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทรายจะเจริญเติบโตได้ดี ชอบอากาศหนาวเย็น มีวิธีการปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ มีปลูกสองวิธี คือโดยเพาะต้นกล้าก่อนแล้วย้ายลงปลูก และแบบหว่านเมล็ดลงแปลงโดยตรง หลังจากเพาะต้นกล้างอกได้ ประมาณ 15 วัน ควรย้ายต้นกล้าปลูก ในแปลงในดินที่เตรียมไว้ ให้ถอนต้นที่แน่นติดกันเกินไป ให้มีระยะห่างประมาณ 30×30 เซนติเมตร

วิธีดูแลรักษาผักสลัดเบบี้คอส

ผักสลัดเบบี้คอสชอบอากาศหนาวเย็น เป็นพืชชอบน้ำ ระบายน้ำดี น้ำไม่ขัง ชอบแสงแดด ต้องหมั่นรดน้ำทุกวัน โดยรดน้ำเช้าเย็น ให้โดนแดดตลอดวัน จะทำให้ผักสลัดเบบี้คอสโตได้เร็ว ต้องให้น้ำตลอด

การเก็บเกี่ยวผลผลิตผักสลัดเบบี้คอส

ผักสลัดเบบี้คอสจะสามารถ เก็บผลผลิตได้มีอายุประมาณ 40-50 วัน หลังปลูกลงแปลง ให้สังเกตต้นจะโตเต็มที่ เก็บใบที่อ่อนๆ ให้ใช้มีดคมๆ ในการตัดตรงโคนต้น แล้วตัดแต่งใบเสียทิ้งไป แล้วนำใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ ให้ระวังอย่าให้โดนความร้อนหรือแสงแดด จะทำให้เหี่ยวได้

วิธีเก็บรักษาผักสลัดเบบี้คอส

จะนำต้นผักสลัดเบบี้คอส แล้วนำมาล้างน้ำให้สะอาด ล้างก้านใบให้สะอาด เราจะมีวิธีเก็บรักษาให้สดนานๆ คือให้ล้างน้ำให้สะอาดดี แล้วให้สะเด็ดน้ำออกให้หมด แล้วนำมาห่อด้วยกระดาษหรือผ้าขาวบาง แล้วใส่ถุงหรือกล่องพลาสติก แล้วนำไปแช่ตู้เย็น จะเก็บไว้ได้นาน

ผักสลัดเบบี้คอส (Baby Cos lettuce) กาบใบห่อซ้อนกันแน่น ใบมีทรงกลมเรียวรี โคนกาบใบกว้างใหญ่กว่า มีใบหนา เห็นเส้นใบชัดเจน ใบสีเขียวปนเหลือง สีเขียวเข้ม สีแดง สีน้ำตาล สีม่วง ตามสายพันธุ์ มีก้านใบใหญ่ เป็นกาบหนาและอวบฉ่ำน้ำ

 

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมปลูกผักคอส

ผักกาดหวาน เป็นพืชที่ต้องการสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ ระหว่าง 10-24’C ในสภาพอุณหภูมิสูง การเจริญเติบโต ทางใบจะลดลง และพืชสร้างสารคล้ายน้ำนม หรือยางมาก เส้นใยสูง เหนียว และมีรสขม

 

ดิน ที่เหมาะสมต่อการปลูก ควรร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ และมีอินทรีย์ วัตถุสูง หน้าดินลึก และอุ้มน้ำ ได้ดีปานกลาง สภาพความเป็นกรด-ด่าง ของดินอยู่ระหว่าง 6-6.5 พื้นที่ปลูกควรโล่ง และได้รับแสงแดด อย่างเต็มที่ เนื่องจากใบผักกาดหวานมีลักษณะบาง ไม่ทนต่อฝน ดังนั้น ในช่วงฤดูฝนควรปลูก ใต้โรงเรือน

 

การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร

ผักกาดหวาน เป็นพืชที่นิยมบริโภคสด โดยเฉพาะในสลัด หรือกินกับยำ นำมาตกแต่ง ในจานอาหาร แต่สามารถประกอบอาหารได้ ในบางชนิด เช่น นำไปผัดกับน้ำมัน โดยใช้ไฟแรงอย่างรวดเร็ว ผักกาดหวาน มีน้ำเป็นองค์ประกอบ และมีวิตามินซีสูง นอกจากนี้ ยังให้ฮีโมโกลบิน (hemoglobin) ช่วยป้องกันโรค โลหิตจาง บรรเทาอาการท้องผูก เหมาะสำหรับ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

 

การปฏิบัติดูแลรักษาระยะต่างๆของการเจริญเติบโต

การเตรียมดิน ขุดดินตากแดด และโรยปูนขาว หรือโดโลไมท์ อัตรา 0-100 กรัม/ตรม. ทิ้งไว้ 14 วัน ให้วัชพืช แห้งตาย ขึ้นแปลงกว้าง 1 เมตร ใส่ปุ๋ย 12-24-12 และ 15-0-0 กก./ไร่ (รองพื้น) ปุ๋ยคอกอัตรา 2-4 ตัน/ไร่

การเตรียมกล้าผักคอส เพาะกล้าในถาดหลุม ดินเพาะควรมีระบบน้ำดี อายุ กล้าประมาณ 3-4 อาทิตย์

การปลูก ระยะปลูก 30×30 ซม. 3 แถว ในฤดูร้อน และ 40×40 ซม. 3 แถว ในฤดูฝน (เพื่อป้องกันการระบาดของโรค)

อย่าปลูกในหลุม ใหญ่หรือลึก เพราะน้ำอาจขังหาก การระบายน้ำไม่ดี อาจทำให้เน่าเสียหาย

อย่าเหยียบ หลังแปลงเพาะ จะทำให้ดินแน่น พืชเติบโตได้ไม่ดี

กล้าควรแข็งแรง อายุไม่เกิน 30 วัน เมื่อย้ายปลูก

ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ตามคำแนะนำ

ก่อนใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ ต้องวัด pH ก่อนช่วงเตรียมดิน

หลังย้ายกล้าในฤดูฝน ให้ระวังหนอนกระทู้ดำและจิ้งหรีด

การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอ ต่อการเจริญเติบโต การให้ไม่ควรมากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคโคนเน่า

ผักคอส

ผักคอส

การให้ปุ๋ย หลังปลูก 7 วัน ใส่ปุ๋ย 46-0-0 หรือผสม 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ อย่างละครึ่ง พร้อมกำจัดวัชพืช หลังปลูก 20-25 วัน ใส่ปุ๋ย 13-13-21 พร้อมกำจัดวัชพืช ขุดร่องลึก 2-3 ซม. รัศมีจากต้น 10 ซม. โรยปุ๋ย 1/2 ช้อมโต๊ะ กลบดินแล้ว รดน้ำ

ข้อควรระวัง

 

1.ควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันอาการปลายใบไหม้ (Tipburn) บางพื้นที่มีปัญหาขาดธาตุรอง

2.การพรวนดิน ระวังอย่ากระทบ กระเทือนราก หรือต้นเพราะจะมีผล ต่อการเข้าปลีที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ควรปลูกซ้ำที่

การเก็บเกี่ยว เมื่อมีอายุ ได้ ประมาณ 40-60 วัน หลังย้ายปลูก ใช้หลังมือ กดดูถ้าหัวแน่นก็เก็บได้ (กดยุบแล้วกลับคืนเหมือนเดิม) ใช้มีดตัด และเหลือใบนอก 3 ใบ เพื่อป้องกัน ความเสียหายในการขนส่ง หลีกเลี่ยง การเก็บเกี่ยวตอนเปียก ควรเก็บเกี่ยว ตอนบ่าย หรือค่ำ แล้วผึ่งลมในที่ร่ม และคัดเกรดป้ายปูนแดง ที่รอยตัด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคเข้าสู่หัว อย่าล้างผัก บรรจุลงลังพลาสติก

ข้อควรระวัง

1.ในฤดูฝนเก็บเกี่ยว ก่อนผักโตเต็มที่ 2-3 วัน เพราะ เน่าง่าย

2.เก็บซากต้นนำไปเผา หรือฝังลึกประมาณ 1 ฟุต ป้องกันการ ระบาดและสะสมโรคในแปลงปลูก

 

โรคแมลงศัตรูที่สำคัญในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต

ระยะหยอดเมล็ด 0-25 วัน โรครากปม, หนอนกระทู้ดำ, หนอนชอนใบ

 

ระยะการเจริญเติบโต 20-25 วัน โรคใบจุดเชอคอสปอร์ร่า, โรคใบจุดเชพโรเรีย, โรครากปม, หนอนกระทู้ดำ, หนอนชอนใบ, หนอนกินใบ, ปลายใบไหม้,

 

ระยะห่อหัว 30-35 วัน โรคใบจุดเชอคอสปอร์ร่า, โรคใบจุดเชพโรเรีย, โรคต้น/หัวเน่า, โรครากปม, หนอนชอนใบ, หนอนกินใบ, ปลายใบไหม้,

 

ระยะเก็บเกี่ยว 50-55 วัน โรคใบจุดเชอคอสปอร์ร่า, โรคใบจุดเชพโรเรีย, โรคต้น/หัวเน่า, โรครากปม, หนอนชอนใบ, หนอนกินใบ, ปลายใบไหม้,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *